“กนอ.” โชว์ผลงานรอบ6 เดือนขับเคลื่อนลงทุน ชี้นโยบาย EEC ดันยอดขายพื้นที่นิคมฯพุ่ง 8.5%

“กนอ.” โชว์ผลงานรอบ6 เดือนขับเคลื่อนลงทุน ชี้นโยบาย EEC ดันยอดขายพื้นที่นิคมฯพุ่ง 8.5%

“กนอ.”กางผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนของปีงบประมาณ 2560 (ต.ค.59-มี.ค.60) ลุยพัฒนานิคมฯ รองรับการลงทุนทั่วประเทศ ปลื้มยอดขายพื้นที่ในนิคมฯ รวม 1,541.94 ไร่ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.5% โดยได้รับแรงหนุนจากนโยบาย EEC มั่นใจทั้งปีโตตามเป้าหมาย พร้อมมั่นใจมีพื้นที่รองรับการลงทุนใน EEC ที่คาดว่าจะมีความต้องการพื้นที่ ประมาณ 50,000 ไร่

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เปิดเผยว่า นโยบายการพัฒนา เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาลที่มุ่งหวังให้เป็นพื้นที่ในการรองรับการลงทุนโดยเฉพาะอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้ยุทธศาสตร์ไทยแลนด์ 4.0 นั้นพบว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้มีการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นโดยผลการดำเนินงานของ กนอ. รอบ 6 เดือน (ต.ค.59-31มี.ค.60) มียอดขาย/เช่าพื้นที่นิคมฯรวม 1,541.94 ไร่เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 120.94 ไร่หรือคิดเป็น 8.5% คิดเป็นเงินลงทุน รวม 71,591 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 38.5% โดยในจำนวนดังกล่าวเป็นพื้นที่นิคมฯใน EEC ถึง 1,457.40 ไร่

“การเพิ่มขึ้นของยอดขาย/เช่าพื้นที่ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่ามาจากนโยบาย EEC ของรัฐบาลที่เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญซึ่งปัจจุบันมีนิคมฯหลายแห่งในพื้นที่ภาคตะวันออกของไทยและเป็นที่ที่มีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตที่นักลงทุนยังให้ความสำคัญ เพราะมีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและความชัดเจนนโยบายของรัฐในการดำเนินการพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยปัจจุบัน กนอ. มีนิคมฯทั้งสิ้น 54 แห่งใน 15 จังหวัดมีพื้นที่รวม 164,493 ไร่” นายวีรพงศ์กล่าว

สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่เข้ามาลงทุนในนิคมฯหลัก ได้แก่ กลุ่มยานยนต์ กลุ่มเหล็กและโลหะ กลุ่มยางและพลาสติก กลุ่มเครื่องยนต์และเครื่องจักรกลที่ไม่ได้ใช้ยานยนต์ กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ซึ่งคาดว่าแนวโน้มการลงทุนยังคงมีต่อเนื่องในช่วง 6 เดือนหลัง จะเห็นจากดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมเริ่มฟื้นตัว ผู้ประกอบการทั้งใน และต่างประเทศ เริ่มกลับเข้าลงทุน โดยล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ประเมินตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนในปีนี้ ประมาณ 550,000 ล้านบาท ใกล้เคียงกับตัวเลขขอรับส่งเสริมการลงทุนปี2559 ที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลได้ออกมาตรการเร่งรัดการลงทุนโครงการฯต่างๆที่สำคัญ โดยเฉพาะโครงการคุณภาพสูง ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งมูลค่าอาจไม่สูงมาก แต่จะเกิดประโยชน์กับประเทศมากขึ้น ดังนั้น จากความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่ฟื้นตัวมั่นใจว่ายอดขาย/เช่าพื้นที่นิคมฯจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ กนอ. ตั้งไว้ในปีงบประมาณ 2560 ที่มียอดขายทั้งสิ้น 3,000 ไร่

อย่างไรก็ตาม จากโจทย์ของรัฐบาลที่เร่งรัดการพัฒนาพื้นที่ตามแนวระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม New S-Curve ประกอบด้วย First S-Curve ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว สำหรับอุตสาหกรรม New S- Curve ได้แก่ อุตสาหกรรมหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพ และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ ซึ่งอุตสาหกรรมดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมที่ผลิตน้อยขายได้มาก จะส่งผลให้ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้นและ เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย เวียดนาม และสิงคโปร์ เป็นต้น ที่มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด ดังนั้นจึงกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมาย New S-Curve ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมีฐานการผลิตเดิมที่มีศักยภาพและมีความพร้อมสามารถต่อยอดโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ได้ เพราะฉะนั้นอุตสาหกรรมเป้าหมายจึงถูกกำหนดให้สอดคล้องกับพื้นที่เป้าหมายที่มีศักยภาพ

ในขณะเดียวกัน กนอ. เตรียมความพร้อมในการพัฒนาพื้นที่เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายเพื่อรองรับการลงทุนที่จะเกิดขึ้น ในระยะ 5 ปีแรก (2560-2565) ซึ่งคาดว่าจะมีเม็ดเงินด้านการลงทุน ประมาณ 500,000 ล้านบาท และจะมีความต้องการใช้พื้นที่เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ใน 3 พื้นที่ ประมาณ 50,000 ไร่ ขณะนี้มีพื้นที่นิคมฯพร้อมรองรับนักลงทุนได้ทันที จำนวน 14 แห่ง ประมาณ 12,000 ไร่ พื้นที่นิคมฯที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 7 แห่ง ประมาณ 15,000 ไร่ และ พื้นที่เขต/สวนอุตสาหกรรมประมาณ 10,000 ไร่ และพื้นที่ที่ต้องพัฒนาเพิ่มขึ้นอีก ประมาณ 10,000 ไร่เศษ

นอกจากนี้ กนอ.ยังให้ความสำคัญต่อการพัฒนานิคมฯสู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ด้วยหลักธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ที่มุ่งเน้นด้านการดูแลเอาใจใส่และการให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ และกำกับดูแลสถานประกอบการภายในนิคมฯที่มีความโปร่งใส่ และตรวจสอบได้ ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว กนอ.มั่นใจว่าจะเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการส่งเสริมและขับเคลื่อนการลงทุนในอนาคตให้เกิดการลงทุนเป็นตามเป้าหมายอย่างที่คาดการณ์ไว้ ประมาณ 500,000 ล้านบาท ในระยะ 5 ปีแรก

สำหรับ การพัฒนาโครงการท่าเรือมาบตาพุด ระยะ 3 ซึ่งเป็นโครงการหนึ่งที่อยู่ภายใต้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ล่าสุดอยู่ระหว่างการพิจารณารายงาน EHIA ซึ่งวันที่ 4 เมษายน 2560 ที่ผ่านมา คณะกรรมการผู้ชำนาญการสิ่งแวดล้อม (คชก.) ได้พิจารณารายงาน EHIA โครงการฯ ครั้งแรกแล้ว โดยคาดว่าการพัฒนาท่าเรือฯจะเริ่มได้ภายในปี 2561 และคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ประมาณปี 2564


streaming content By iptv