ผลการดำเนินงานของ กนอ.

ผลการดำเนินงานทางด้านการเงิน

 

 

ฐานะการเงิน ณ วันสิ้นปีบัญชี 2561 กนอ. มีสินทรัพย์รวม 26,655 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 12,775 ล้านบาท และมีส่วนของทุนรวม 13,880 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนหนี้สินต่อทุนเท่ากับ 0.9:1
ผลการดำเนินงานในปี 2561 กนอ. มีกำไรสุทธิจำนวน 2,329 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 จำนวน 232 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 11.06 เป็นการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการดำเนินงานหลัก ประกอบด้วย
รายได้รวมเพิ่มขึ้น จำนวน 221 ล้านบาท จากรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจำนวน 258 ล้านบาท และรายได้อื่นลดลง จำนวน 37 ล้านบาท ประกอบด้วย

1. รายได้ค่าบริการสาธารณูปโภคลดลง จำนวน16 ล้านบาท ประกอบด้วย
    - รายได้ค่าบำรุงรักษาเพิ่มขึ้น จำนวน 4 ล้านบาท รายได้ด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยลดลง จำนวน 20 ล้านบาท จากการไม่ติดตั้งสัญญาณ CCTV ในนิคมฯ แหลมฉบัง และนิคมฯ บางปู
2. รายได้ค่าเช่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น จำนวน 227 ล้านบาท ดังนี้
    - จากการบันทึกรายได้ค่าเช่าที่ดินใน นิคมฯ มาบตาพุดตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 เป็นต้นมา ส่วนที่เหลือเป็นการปรับอัตราค่าเช่าที่ดินในนิคมฯ มาบตาพุด แหลมฉบัง และบางชัน การให้ สกพอ. เช่าพื้นที่ชั้น 5 สำนักงานใหญ่ และการเช่าพื้นที่จอดรถในนิคมฯ แหลมฉบัง
3. รายได้จากการดำเนินงานท่าเทียบเรือเพิ่มขึ้น จำนวน 99 ล้านบาท จากจำนวนเรือและสินค้าผ่านท่าเพิ่มขึ้น และจากการเปิดท่าเรือ MIT
4. รายได้จากการขายที่ดินลดลง จำนวน 59 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2560 มีการขายที่ดินในนิคมฯ แก่งคอย
5. รายได้จากการรับบริจาคสินทรัพย์เพิ่มขึ้น จำนวน 13 ล้านบาท เนื่องจากปรับปรุงบัญชีในปี 2560 จากการรับท่าเรือโกลว์ และในปี 2561 รับโอนที่ดินในนิคมฯ สมุทรสาคร
6. รายได้อื่นลดลง จำนวน 37 ล้านบาท ประกอบด้วย
    - ในปี 2560 ได้รับเงินชดเชยสินทรัพย์เสียหาย ของนิคมฯ ลาดกระบัง และนิคมฯ มาบตาพุด รวมจำนวน 10 ล้านบาท
    - ในปี 2560 มีการปรับปรุงบัญชีรับชำระดอกเบี้ยค่าปรับสิ่งปลูกสร้างที่ล่วงล้ำลำน้ำและปรับปรุงบัญชีค่าเช่าที่ดินรอการรับรู้ จำนวน 8 ล้านบาท
    - รายได้ดอกเบี้ยรับและอื่นๆ ลดลง รวมจำนวน 19 ล้านบาท
ค่าใช้จ่ายรวมเพิ่มขึ้นจำนวน 7 ล้านบาท หลักๆ ประกอบด้วย
1. ต้นทุนขายรวมลดลง จำนวน 51 ล้านบาท ดังนี้
    - ต้นทุนค่าเช่าสินทรัพย์ลดลง จำนวน 14 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2560 มีการบันทึกบัญชีต้นทุนค่าเช่าที่ดินของนิคมฯ สระแก้ว นิคมฯ มาบตาพุด และท่าเรือฯมาบตาพุด
    - ต้นทุนจากการดำเนินงานท่าเทียบเรือลดลง จำนวน 17 ล้านบาทเนื่องจากในปี 2560 มีค่าซ่อมแซมระบบสาธารณูปโภคของท่า MIT
    - ต้นทุนขายที่ดินลดลง จำนวน 26 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2560 เป็นต้นทุนขายที่ดินของนิคมฯ แก่งคอย
2. ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น จำนวน 66 ล้านบาท ประกอบด้วย
    - โบนัสจ่ายเพิ่มขึ้น จำนวน 37 ล้านบาท
    - ปรับปรุงบัญชีหนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น จำนวน 23 ล้านบาท
    - ค่าใช้จ่ายดำเนินงานเพิ่มขึ้น จำนวน 6 ล้านบาท
3. ค่าใช้จ่ายอื่นลดลง จำนวน 8 ล้านบาท จากการปรับปรุงบัญชีการด้อยค่าสินทรัพย์ของนิคมฯ ภาคใต้ และค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์รับบริจาค

ผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ กนอ.ปี 2561

ในปี 2561 กนอ. มีผลการดำเนินงานที่สำคัญในหลายด้าน ดังต่อไปนี้

ด้านการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม
          กนอ. ได้ดำเนินการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นจำนวน 2 แห่งในปี 2561 ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว และ นิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City)
นิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ดึงดูดนักลงทุนหนุนการใช้ยางไทย
          นิคมอุตสาหกรรมยางพารา (Rubber City) ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ ต. ฉลุง อ. หาดใหญ่ จ. สงขลา มีขนาดพื้นที่ 1,218 ไร่ โดยมีมูลค่าการลงทุนก่อสร้างโครงการในวงเงิน 50 ล้านดอลล่าสหรัฐ ด้านการพัฒนาพื้นที่นิคมฯ เน้นรองรับอุตสาหกรรมยางพาราขั้นกลางน้ำ และปลายน้ำ เช่น ยางคอมปาวด์ อุตสาหกรรมจากยางน้ำข้น ประเภทถุงมือยาง ยางฟองน้ำ ยางรถยนต์ และพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมยางพาราที่เป็นอุตสาหกรรมสะอาด ไม่มีมลพิษ (Clean Industry) ซึ่งเป็นการเพิ่มมูลค่ายางพาราโดยใช้นวัตกรรมในกระบวนการผลิต ส่งผลให้เกิดกลไกผลักดันราคายางในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ
          ด้านสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก นิคมอุตสาหกรรมยางพาราได้พัฒนาอาคารโรงงานมาตรฐานให้เช่าโดยแบ่งเป็นระยะ (Phase) ตามความต้องการของลูกค้าที่จะเข้าใช้พื้นที่จริง มีการสนับสนุนความเชื่อมโยงระหว่าง 3 ภาคส่วนตามยุทธศาสตร์พลังประชารัฐของรัฐบาล ประกอบด้วย ภาครัฐ ได้แก่ กนอ. ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโรงงานมาตรฐานให้เช่า ภาคเอกชน ได้แก่ ผู้ประกอบการ SMEs อุตสาหกรรมยางพารากลางน้ำและปลายน้ำ และ ภาคประชาสังคม ได้แก่ กลุ่มสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่จังหวัดสงขลา ซึ่งจะเป็น Supplier ให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs

ด้านการจัดสรรที่ดินเพื่อส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่อีอีซี
          กนอ. ได้ดำเนินการสนับสนุนผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมให้มีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก และระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมเพิ่มเติม พร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการด้านเขต/สวนอุตสาหกรรมเดิม ดำเนินการยกระดับพื้นที่ของตนเองให้เข้าสู่การเป็นนิคมอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาสู่การเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อไป นอกจากนี้ยังได้มีการจัดหาที่ดินเพื่อรองรับการลงทุนเพิ่มเติมอีกประมาณ 18,936 ไร่ ทั้งในจังหวัดชลบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึงวางแผนด้านการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในนิคมฯ ให้เป็นไปตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมตามรายงานผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) ของ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) โดยจะเน้นในเรื่องกระบวนการลดมลพิษ การรองรับปริมาณและการกำจัดขยะอุตสาหกรรม รวมถึงเร่งพัฒนาให้นิคมฯ มีความเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศมากขึ้น
          ปัจจุบัน กนอ. มีนิคมฯ ที่อยู่ในพื้นที่อีอีซีจำนวน 31 แห่ง ในพื้นที่ 3 จังหวัดได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง มีพื้นรวมที่ประมาณ 124,399 ไร่ พื้นที่เหลือขาย/เช่ารวม 14,851 ไร่ (รายละเอียดดังตารางแนบ 1) ทั้งนี้ในปัจจุบัน (ณ ม.ค.62) ได้รับการประกาศเป็นเขตส่งเสริมอุตสาหกรรม 21 แห่ง ได้แก่
          1. จังหวัดฉะเชิงเทรา 4 แห่ง ได้แก่ นิคมฯ ทีเอฟดี/ทีเอฟดี 2/เกตเวย์ซิตี้ และเวลโกรว์
          2. จังหวัดชลบุรี 14 แห่ง ได้แก่ แหลมฉบัง/ดับบลิวเอชเอ ชลบุรี /ดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 2/ อมตะซิตี้ ชลบุรี /อมตะซิตี้ ชลบุรี (โครงการ 2)/ ปิ่นทอง/ปิ่นทอง (แหลมฉบัง)/ ปิ่นทอง (โครงการ 3)/ปิ่นทอง (โครงการ 4)/ปิ่นทอง (โครงการ 5)/ ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 2/ดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 3/ยามาโตะอินดัสตรีส์/ บ้านบึง
          3. จังหวัดระยอง 13 แห่ง ได้แก่ มาบตาพุดและท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด/ ดับบลิวเอชเอตะวันออก(มาบตาพุด)/ ผาแดง/ อีสเทิร์นซีบอร์ด(ระยอง) / อมตะซิตี้(ระยอง)/ ดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด/ดับบลิวเอชเออีสเทิร์นซีบอร์ด 4/ เอเชีย/อาร์ไอแอล/ ระยอง(บ้านค่าย)/หลักชัยเมืองยาง/ดับบลิวเอชเอระยอง 36/ นิคมฯ Smart Park
          นอกจากนี้ ยังมีโครงการนิคมอุตสาหกรรมที่มีการลงนามในสัญญาร่วมดำเนินงานแล้ว (อยู่ระหว่างการรอประกาศเขตนิคมฯ ) จำนวน 4 โครงการ พื้นที่ประมาณเกือบ 6,000 ไร่ ประกอบด้วย
          1. นิคมอุตสาหกรรมคอสมิค จ.ระยอง พื้นที่โครงการขนาด 465 ไร่ กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักๆ ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วน ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ
          2. นิคมอุตสาหกรรมซีพีจีซี จ.ระยอง ดำเนินงานโดยบริษัท ซีจี คอร์ปเปอเรชั่น จำกัด พื้นที่โครงการ 3,068 ไร่ อุตสาหกรรมเป้าหมายในกลุ่ม S Curve ตามนโยบาย EEC อาทิเช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วน อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมดิจิทัลอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรและผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพและอุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร รวมทั้งอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภคเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมหลัก
          3. นิคมอุตสาหกรรมบ่อทอง 33 จ.ปราจีนบุรี ดำเนินงานโดย บริษัท บ่อทอง อินดัสทรีเทคโนโลยี จำกัด(มหาชน) พื้นที่โครงการประมาณ 843 ไร่ อุตสาหกรรมเป้าหมายได้แก่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและชิ้นส่วนอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตรและผลิตภัณฑ์พลาสติกชีวภาพ และอุตสาหกรรมเบา เช่นเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ เป็นต้น
          4. นิคมอุตสาหกรรมเวิลด์ ฟู้ด วัลเล่ย์ ไทยแลนด์ จ.อ่างทอง ดำเนินงานโดยบริษัท ปาร์ค อินดัสตรี จำกัด พื้นที่โครงการประมาณ 1,398 ไร่ อุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ อุตสาหกรรมอาหาร เครื่องดื่ม และบรรจุภัณฑ์

ด้านการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรม
          กนอ. ได้ดำเนินการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ภายใต้แผนงานหลักของการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออก หรือ Eastern Seaboard เพื่อรองรับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมเหล็กครบวงจร อุตสาหกรรมพลังงาน (น้ำมันและก๊าซ) ซึ่ง กนอ. ได้พัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดมาแล้ว 2 ระยะ ดังนี้
          - ระยะที่ 1 กนอ. ถมที่ในทะเลได้พื้นที่อุตสาหกรรม ประมาณ 1,400 ไร่ ก่อสร้างท่าเทียบเรือสำหรับสินค้าเหลว 2 ท่า และท่าเทียบเรือสำหรับสินค้าทั่วไปอีก 1 ท่า เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2535 ถึงปัจจุบัน
          - ระยะที่ 2 : กนอ. ถมทะเลให้เกิดพื้นที่ในการประกอบอุตสาหกรรมประมาณ 1,470 ไร่ ขุดลอกร่องน้ำเดินเรือ (Navigation Channel) และพื้นที่กลับเรือ (Maneuvering Basin) ให้เหมาะสมกับขนาดและจำนวนเรือ และเพิ่มความปลอดภัยในการเดินเรือภายในท่า
          ในปี 2561 กนอ. เตรียมการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักที่สำคัญ 1 ใน 5 โครงการ ของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) เพื่อรองรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 1,100 ไร่ โดยมีการดำเนินงานที่สำคัญคือ
          1. การให้บริการท่าเทียบเรือสินค้าสาธารณะเทกองแห่งที่ 2 หรือท่าเทียบเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด (Maptaphut Industrial Terminal: MIT)
กนอ. ได้ดำเนินการการทดลองให้บริการท่าเทียบเรือสินค้าสาธารณะแห่งที่ 2 หรือท่าเทียบเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด (Maptaphut Industrial Terminal : MIT) โดยท่าเรือ-MIT มีท่าเทียบเรือทั้งหมด 4 ท่า มีขนาดหน้าท่ายาวรวมประมาณ 1,024 เมตร ความลึกของหน้าท่า 12 เมตร สามารถให้บริการรองรับเรือบรรทุกสินค้าได้สูงสุดถึง 60,000 DWT (Deadweight Tonnage) รองรับการขนถ่ายสินค้าประเภทเทกอง เช่น เหล็ก เศษเหล็ก เศษไม้ (Woodchips) สินค้าประเภท Oversized Cargo ในปี 2561 มีปริมาณสินค้าผ่านท่าตามเป้าหมายที่กำหนดจำนวน 1.1 ล้านตันต่อปี อีกทั้งยังไม่มีลูกหนี้ค้างชำระ
          2. การพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3
          โครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 ตั้งอยู่ในเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด อำเภอเมืองระยอง จังหวัดระยอง ติดกับเขตท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 1 มีเนื้อที่ประมาณ 1,000 ไร่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น
          (1) ท่าเทียบเรือสินค้าเหลว 2 ท่า มีพื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 814 เมตร
          (2) ท่าเทียบเรือก๊าซ 3 ท่า มีพื้นที่ 200 ไร่ ความยาวหน้าท่า 1,415 เมตร
          (3) ท่าเทียบเรือบริการ
          (4) คลังสินค้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับก๊าซธรรมชาติ 150 ไร่
          มูลค่าการลงทุนเบื้องต้นในงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของโครงการฯ อยู่ที่ประมาณ 12,900 ล้านบาท ปัจจุบัน กนอ. ได้มีการประกาศเชิญชวนให้เอกชนผู้สนใจยื่นข้อเสนอเพื่อลงทุนหรือร่วมลงทุนในโครงการ หลังจากดำเนินการพัฒนาโครงการแล้วเสร็จ คาดว่าจะสามารถรองรับสินค้าผ่านท่า (สินค้าด้านปิโตรเคมี และก๊าซธรรมชาติ) ได้เพิ่มอีกประมาณ 19 ล้านตันต่อปี ในอีก 20 ปีข้างหน้า
          นอกจากนี้ กนอ. ได้เพิ่มประสิทธิภาพระบบการบริหารจัดการท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการลงทุนพัฒนาระบบต่างๆ อาทิ ระบบควบคุมการจราจรทางน้ำ Vessel Traffic Management System (VTMS) เพื่อให้เกิดความปลอดภัยทางการเดินเรือ และความรวดเร็วต่อการคมนาคมขนส่งทางน้ำ รวมทั้งปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค เพื่อยกระดับการให้บริการแก่ผู้ประกอบการอีกด้วย
          นอกจากในมิติเศรษฐกิจแล้ว ในปี 2561 กนอ. มีการดำเนินงานด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยในท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดอย่างเป็นระบบ โดยได้รับการรับรองการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม (ISO 14001) พร้อมได้รับการรับรองให้เป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Estate) ประจำปี 2561 ในระดับ Eco Excellence ด้านความปลอดภัย มีการเฝ้าระวังคุณภาพน้ำทิ้งโดยจัดให้มีเจ้าหน้าที่ขับเรือตรวจการณ์เฝ้าระวังพื้นที่ตลอด 24 ชั่วโมง มีแผนงานการฝึกซ้อมแผนฉุกเฉินในด้านต่างๆ ร่วมกับหน่วยงานราชการและผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง

ด้านการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน
          โครงการจัดตั้งเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดนเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล โดยมีเจตนารมย์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดย กนอ. มีการดำเนินงานที่สำคัญด้านการพัฒนานิคมฯ ในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนใน 3 พื้นที่ ดังนี้
1. เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว
          กนอ. ได้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมสระแก้ว ในพื้นที่พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว ตั้งอยู่ที่หมู่ 1 บ้านโคก ต.ป่าไร่และหมู่ 4 ต.บ้านใหม่หนองไทร อ.อรัญประเทศ จ. สระแก้ว ห่างจากกรุงเทพฯ 237 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 660.56 ไร่ จำนวนเงินลงทุน 1,660.261 ล้านบาท สำหรับพื้นที่และระบบสาธารณูปโภคของโครงการแบ่งออกเป็น พื้นที่อุตสาหกรรมบริการ (Logistic) 86.75 ไร่ พื้นที่อุตสาหกรรมทั่วไป 228.29 ไร่ เขตประกอบการเสรี (Free Zone) 55.16 ไร่ พื้นที่พาณิชยกรรม 36.07 ไร่ สถานีไฟย่อย 6.21 ไร่ พื้นที่สาธารณูปโภคและพื้นที่สีเขียวรวม 248.08 ไร่ โดยมีอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำคัญ ได้แก่ การให้บริการโลจิสติกส์ และศูนย์กระจายสินค้า อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่ม อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ อุตสาหกรรมยานยนต์ เครื่องจักร และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมกิจการเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว เป็นต้น
เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้วมีศักยภาพในการพัฒนาสูง โดยเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงระดับภูมิภาคทางประตูฝั่งตะวันออกของไทย ห่างจากด่านชายแดนประเทศกัมพูชา ประมาณ 3 กม. ทำให้ผู้ประกอบการในนิคมฯ สระแก้ว สามารถเชื่อมต่อธุรกิจสู่กัมพูชาซึ่งมีเขตเศรษฐกิจพิเศษปอยเปต-โอเนียง เสียมเรียบและเมืองศรีโสภณรองรับ นับเป็นจุดยุทธศาสตร์สำหรับพื้นที่ค้าส่ง -ค้าปลีกทั้งบริเวณชายแดนและระหว่างประเทศที่สำคัญอีกจุดหนึ่ง
2. เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา
          เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ตั้งอยู่ริมถนนทางหลวงหมายเลข 4 ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา โดยพื้นที่ที่ใช้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 927.925 ไร่ แบ่งเป็นพื้นที่สำหรับใช้เพื่อเป็นเขตอุตสาหกรรมทั่วไปของนิคมฯในระยะแรกประมาณ 347 ไร่ และพื้นที่สีเขียว รวมถึงพื้นที่สาธารณูปโภคและพื้นที่สำหรับอำนวยความสะดวกไม่น้อยกว่า 283 ไร่ มูลค่าการลงทุนโครงการทั้งหมด 2,890.402 ล้านบาท
อุตสาหกรรมเป้าหมายในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลาได้แก่ อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมบริการ อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานพาหนะหรือเครื่องจักร อุตสาหกรรมผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และสายเคเบิ้ล รวมถึง อุตสาหกรรมเบา
3. เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตาก
          ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก ห่างจากชายแดนประเทศเมียนมาร์เพียง 2 กิโลเมตร มีพื้นที่ที่ใช้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมประมาณ 671.50 ไร่ ใช้งบลงทุน 2,992.563 ล้านบาท ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการปรับปรุงรายงาน EIA และการออกแบบรายละเอียดก่อสร้าง

ด้านการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ
          กนอ. มุ่งเน้นความสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน ลดผลกระทบที่เกิดแก่สังคมชุมชนควบคู่ไปกับการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ชุมชน กนอ. จึงกำหนดนโยบายมุ่งเน้นการสร้างสมดุลของการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเพื่อการอยู่ร่วมกันของภาคอุตสาหกรรม สังคมชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อยกระดับนิคมอุตสาหกรรมเป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศด้วยการบริหารจัดการตามหลักการ “อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” และประกาศนโยบายการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Industrial Town) อย่างชัดเจนใน 5 มิติ ประกอบด้วย มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติ สิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบริการจัดการ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ และนำแนวคิด“Industrial Ecology หรืออุตสาหกรรมเชิงนิเวศ” เข้ามาใช้ในการ พัฒนานิคมอุตสาหกรรม ภายใต้หลักการพึ่งพาอาศัยกัน (Symbiosis) รักษาสิ่งแวดล้อม และการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ตลอดจนคำนึงถึงความปลอดภัยต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของ ชุมชน
          โดย กนอ. แต่งตั้งคณะทำงานพัฒนานิคมฯ สู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Team) และจัดตั้งเครือข่ายการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (Eco Committee) ที่ครอบคลุมตัวแทนของทุกภาคส่วน อันประกอบด้วย พนักงาน กนอ. ผู้พัฒนา (ถ้ามี) ผู้ประกอบการ หน่วยงานท้องถิ่น ชุมชนโดยรอบนิคมฯ เพื่อขับเคลื่อนพัฒนายกระดับนิคมฯ สู่การเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศให้เป็นไปตามนโยบายที่ กนอ. กำหนด ภายใต้ข้อกำหนดคุณลักษณะ 5 มิติ ประกอบด้วย มิติกายภาพ มิติเศรษฐกิจ มิติ สิ่งแวดล้อม มิติสังคม และมิติบริการจัดการ และเกณฑ์ 22 ด้าน เป็นพื้นฐานของทุกนิคมฯ ในการก้าวเข้าสู่การพัฒนาเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ผ่านการขับเคลื่อนด้วยแผนแม่บท และแผนปฏิบัติการยกระดับนิคมฯ สู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และกำหนดระดับการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศใน 3 ระดับ เพื่อยกระดับ/พัฒนานิคมอุตสาหกรรมเข้าสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของ กนอ. ประกอบด้วย
          ระดับ Eco Champion คือ นิคมอุตสาหกรรมที่ส่งเสริมการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนอย่างผาสุกบนหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อม
          ระดับ Eco Excellence คือ นิคมอุตสาหกรรมที่สามารถ “พัฒนาและยกระดับ” คุณภาพชีวิตชุมชนและคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรม ให้ยั่งยืนบนพื้นฐานความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยอาศัยความร่วมมือ การพึ่งพาซึ่งกันและกัน และการสร้างเครือข่ายการทำงานร่วมกันของผู้ประกอบการ หน่วยงานของรัฐ และชุมชน เพื่อมุ่งสู่ประโยชน์ส่วนรวมร่วมกัน
          ระดับ Eco World Class คือ นิคมอุตสาหกรรมที่สามารถเป็น “ผู้นำ” ในการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ เป็นนิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมให้เกิดการบริหารจัดการทรัพยากรและพลังงานอย่างคุ้มค้า พร้อมกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นที่พึ่งของชุมชนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและคุณภาพสิ่งแวดล้อม
          สำหรับข้อกำหนดคุณลักษณะและเกณฑ์ตัวชี้วัดของการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศอยู่ภายใต้กรอบการพัฒนา 5 มิติด้วยกัน ได้แก่ 1) มิติกายภาพ มุ่งเน้นการจัดสรรพื้นที่สีเขียวในนิคมอุตสาหกรรม เพิ่มประสิทธิภาพของระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ 2) มิติเศรษฐกิจ เน้นส่งเสริมอาชีพให้แก่คนในท้องถิ่น 3) มิติสังคม คำนึงถึงคุณภาพชีวิตและสังคมของชุมชนโดยรอบ 4) มิติสิ่งแวดล้อม ลดการเกิดของเสียและมลภาวะ เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากรและพลังงาน รวมทั้งส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ในการเฝ้าระวังสุขภาพชุมชน 5) มิติการบริหารจัดการ ยกระดับการกำกับดูแลโรงงานและบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม โดยกำหนดเป้าหมายให้นิคมอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนินการแล้วทุกแห่ง เป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ ภายในปี พ.ศ. 2564
          สำหรับในปี 2561 กนอ. มีการยกระดับและพัฒนานิคมอุตสาหกรรมที่เปิดดำเนนการแล้วให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และมีนิคมฯ ที่ได้รับการรับรองการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-Champion จำนวน 23 แห่ง ได้แก่ นิคมฯ ภาคเหนือ นิคมฯ บางปู นิคมฯ แหลมฉบัง นิคมฯ สมุทรสาคร นิคมฯ ภาคใต้ นิคมฯ ลาดกระบัง นิคมฯ มาบตาพุด นิคมฯ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) นิคมฯ บางชัน นิคมฯ เกตเวย์ซิตี้ นิคมฯ บางปะอิน นิคมฯ อมตะซิตี้ ระยอง นิคมฯ บางพลี นิคมฯ สินสาคร นิคมฯ บ้านหว้า นิคมฯ ปิ่นทอง นิคมฯ พิจิตร นิคมฯ เอเชีย นิคมฯ ราชบุรี นิคมฯ เวลโกรว์ นิคมฯ ปิ่นทอง(แหลมฉบัง) นิคมฯ ปิ่นทอง 3 และ นิคมฯ ดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) และ นิคมฯ ที่ได้รับการรับรองการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-Excellence จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ นิคมฯ อาร์ไอแอล ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมฯ อมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมฯ หนองแค

ด้านการให้บริการ
          1. การจัดตั้งศูนย์ให้บริการอนุมัติอนุญาต EEC – TSC
          ในปี 2561 กนอ. ได้จัดตั้งศูนย์ให้บริการอนุมัติอนุญาต EEC – TSC ณ นิคมฯ แหลมฉบัง เพื่อให้บริการแก่นักลงทุนในการขออนุมัติอนุญาตประกอบกิจการที่สะดวกแบบครบวงจร ให้กับนักลงทุนที่ต้องการเข้ามาลงทุนจัดตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมโดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด
          2. การจัดตั้งศูนย์ SMEs Industrial Transformation Center: SMEs-ITC
          กนอ. ได้จัดตั้งศูนย์ SMEs Industrial Transformation Center: SMEs-ITC ซึ่งเป็นศูนย์บริการ
ผู้ประกอบการ SMEs และ Startup ในการเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ รวมทั้งการให้คำปรึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถผู้ประกอบการ SMEs ให้มีศักยภาพในการประกอบกิจการ สามารถนำองค์ความรู้ที่ได้มาพัฒนาและต่อยอดนวัตกรรมให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการขยายฐานการตลาดได้มากขึ้น รวม 10 แห่งในพื้นที่ 10 นิคมฯ โดยเริ่มเปิดดำเนินการศูนย์ฯ นำร่องที่นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบังและได้เปิดให้บริการทุกศูนย์ที่เหลือ ประกอบด้วย นิคมอุตสาหกรรมภาคเหนือ นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ นิคมอุตสาหกรรมบางชัน นิคมอุตสาหกรรมบางปู นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด นิคมอุตสาหกรรมสมุทรสาคร และนิคมอุตสาหกรรมเกตเวย์ซิตี้
          3. การพัฒนาปรับปรุงการดำเนินงานและการบริการ ของ กนอ. ด้วยเทคโนโลยี
          ในรอบปีที่ผ่านมา กนอ. ได้ยกระดับกระบวนการหลักในการพัฒนาธุรกิจ กนอ. โดยมีเป้าหมายที่จะพลิกโฉมให้เข้าสู่ระบบ Digital Platform อย่างเต็มรูปแบบ (Digital Transformation) ทั้งนี้ เพื่อสอดรับกับนโยบายการเพิ่มความสะดวกในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business) ให้กับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจของ กนอ. และยังดำเนินงานอย่างต่อเนื่องในด้านการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยผ่านศูนย์ EMCC ที่มีอยู่ในนิคมฯ ต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย อย่างทันสมัยและโปร่งใส ตรวจสอบได้

ด้านการบริหารจัดการน้ำสำหรับป้อนภาคอุตสาหกรรม
          นิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ. ดำเนินการเอง มีวิธีบริหารจัดการน้ำส่วนใหญ่ โดยการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค East Water และบริษัทผลิตและจำหน่ายน้ำเพื่ออุตสาหกรรม โดยมีแหล่งน้ำหลักและแหล่งน้ำสำรองจากแม่น้ำ น้ำบาดาล บ่อเก็บน้ำดิบ อ่างเก็บน้ำ และบ่อบาดาล สำหรับการดำเนินงานในปี 2561 กนอ. มีการบริหารจัดการน้ำสำหรับป้อนภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญในพื้นที่ต่างๆ ดังนี้
          1. นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่มาบตาพุดคอมเพล็กซ์
          นิคมฯ ทั้งหมดรับน้ำดิบมาจาก บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน)
(East Water) โดยมีปริมาณความต้องการใช้น้ำ 445,952 ลบ.ม./วัน และปริมาณน้ำสำรองประมาณ 456.8 ล้านลูกบาศก์เมตร (อ่างดอกกราย หนองปลาไหล) กนอ. มีการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนในพื้นที่มาบตาพุด 2 โครงการคือ โครงการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ โดยสูบน้ำจากคลองทับมา – น้ำหู มาปรับปรุงคุณภาพเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ในนิคมฯมาบตาพุด และโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำในพื้นที่นิคมฯ Smart Park เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนเสริม และแหล่งน้ำสำรองในสถานการณ์วิกฤติ
          2. นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน
          กนอ. ได้ดำเนินงานก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม รวมความยาวเขื่อน 9,885 เมตร พร้อมปรับปรุงสถานีสูบน้ำเดิม และสร้างสถานีสูบน้ำเพิ่ม รวมถึงปรับปรุงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่
          3. นิคมอุตสาหกรรมบ้านหว้า(ไฮเทค)
          กนอ. ได้ดำเนินงานก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วม รวมความยาวเขื่อน 11,050 เมตร พร้อมปรับปรุงสถานีสูบน้ำเดิม สร้างสถานีสูบน้ำเพิ่ม และปรับปรุงระบบระบายน้ำภายในพื้นที่

บริเวณพื้นที่ ปริมาณน้ำใช้เฉลี่ย (ลบ.ม.ฝวัน)
1. นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก 614,750.00
2. นิคมอุตสาหกรรมในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 75,475.00
3. นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่อื่นๆ 151,835.83
รวม 842,060.83

ผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ กนอ.ปี 2561

ผลการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการ กนอ.ปี 2560