กรณีศึกษาการพัฒนา Eco ของต่างประเทศ

กรณีศึกษาการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของต่างประเทศ

การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของประเทศเดนมาร์ก

          ประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศหนึ่งที่มีการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับแนวหน้าของโลกในด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ มีตัวอย่างที่เป็นต้นแบบของอุตสาหกรรมพึ่งพาซึ่งกันและกัน (industrial symbiosis) ซึ่งเป็นการประยุกต์จากอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ (industrial ecology) ตัวอย่างที่เป็นต้นแบบการแลกเปลี่ยนวัสดุอุตสาหกรรม (industrial symbiosis) ที่เก่าแก่ที่สุดและประสบความสำเร็จเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป คือ เมืองคาลันบอร์ก (Kalundborg) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกลุ่มโรงงานที่มีการดำเนินงานแบบเกื้อกูลกัน

          การแลกเปลี่ยนวัสดุอุตสาหกรรมของเมืองคาลันบอร์ก (Kalundborg’s industrial symbiosis) เป็นการดำเนินงานที่เกื้อกูลกันในด้านการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ (recycling of water) การส่งต่อพลังงาน (transfer of energy) และการนำของเสียอุตสาหกรรมมาใช้ใหม่ (recycling of waste products) รวมมากกว่า 35 โครงการ ระหว่างกลุ่มบริษัท 8 บริษัทกับเทศบาลเมืองคาลันบอร์ก

          แรงจูงใจที่ทำให้เกิดความร่วมมือเกื้อกูลกันเป็นผลจากการปรับปรุงการดำเนินงานที่ลงทุนเพิ่มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและกำไร โครงการแลกเปลี่ยนทรัพยากรและพลังงานดังกล่าว จะเกิดจากการเจรจาหารือกันระหว่างคู่ธุรกิจ ซึ่งปกติจะจับคู่กันเป็นคู่ ๆ ในแต่ละคราว กรณีของคาลันบอร์กนี้ กระบวนการการแลกเปลี่ยนวัสดุอุตสาหกรรมไม่ได้เกิดจากการวางแผนล่วงหน้าเป็นอย่างดีมาก่อน แต่ละโครงการเกิดจากคู่ธุรกิจเจรจาตกลงกันในการลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและพลังงานร่วมกัน ทั้งนี้กลุ่มโรงงานดังกล่าวไม่ได้อยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรม และไม่มีการบริหารจัดการร่วมกันแต่อย่างใด
คู่ธุรกิจที่จับมือร่วมมือกันในช่วงเริ่มต้น เช่น เทศบาลเมืองคาลันบอร์ก กับสเตทออยล์ รีไฟเนอรี (Statoil refinery) หรือ เอสโซ่ (Esso) ในปัจจุบัน  เป็นต้น โดยสเตทออยล์ รีไฟเนอรีต้องการขยายกำลังการผลิต จึงมีความจำเป็นต้องใช้น้ำเพิ่มขึ้นในกระบวนการผลิต เทศบาลเมืองคาลันบอร์กจึงติดต่อขอซื้อน้ำจากเทศบาลข้างเคียงมาเสริมเพื่อขายให้แก่สเตทออยล์ รีไฟเนอรีเกิดธุรกิจที่ยังประโยชน์ให้แก่กันและกัน ต่อมา จึงมีการจับคู่ธุรกิจในการซื้อขายแลกเปลี่ยนทรัพยากรน้ำ พลังงาน และกากของเสียอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นตามมา

          ตัวอย่างการใช้กากอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบของอีกโรงงานหนึ่ง เช่น  ขี้เถ้าจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง จะถูกนำไปใช้ในการผลิตซีเมนต์และคอนกรีตสำเร็จรูป  ยิปซัมจากโรงงานจะถูกใช้ในการผลิตกระเบื้องแผ่นเรียบ (plasterboards) ของเสียจากการผลิตอินซูลินจะถูกนำไปผลิตปุ๋ย เป็นต้น สำหรับตัวอย่างด้านการอนุรักษ์พลังงาน ได้แก่ การใช้ทรัพยากรพลังงานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิงจากธรรมชาติและลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ผ่านการผลิตไฟฟ้า ความร้อน และไอน้ำ การใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมีผลทำให้บริษัทที่ร่วมมือกันมีผลกำไรสูงขึ้น

          ปัจจุบันเทศบาลเมืองคาลันบอร์กอยู่ระหว่างการส่งเสริมให้โรงงานใหม่ ๆ เข้าสู่ระบบการเกื้อกูลกันของเมืองคาลันบอร์ก (Kalundborg symbiosis) มากขึ้น และร่วมมือกันปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมตลอดถึงการจัดหาพลังงานทางเลือกต่าง ๆ โดยใช้หลักการของความยั่งยืนและประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรที่จะส่งผลให้เทศบาลเมืองคาลันบอร์กเป็นเทศบาลอุตสาหกรรมสีเขียวแห่งใหม่ (new green industrial municipality) ในปี 2020 ประกอบด้วย การส่งเสริมการนำแหล่งพลังงานใหม่มาใช้ในกลุ่มบริษัทที่เข้าร่วมกับเทศบาลเมืองคาลันบอร์ก เช่น ชีวมวล (biomass) ก๊าซชีวภาพ (biogas) พลังงานแสงอาทิตย์ (solar energy) หรือพลังงานความร้อนใต้พิภพ (geothermal energy) ความท้าทายนี้นำมาสู่รูปแบบใหม่ของระบบการเกื้อกูลกันของเมืองคาลันบอร์ก ซึ่งปัจจุบันมีผู้เข้าร่วมโครงการในด้านการตั้งโรงไฟฟ้าสีเขียวคือ กลุ่มพลังงาน “DONGEnergy” ซึ่งมุ่งที่จะใช้ความร้อนที่ ไม่ทำให้เกิดโลกร้อนในการผลิตกระแสไฟฟ้าและไอน้ำ สำหรับใช้ในเมืองคาลันบอร์ก

          กล่าวโดยสรุป ระบบการเกื้อกูลกันของเมืองคาลันบอร์ก เกิดเป็นผลสำเร็จได้เนื่องจากมีการหารืออย่างใกล้ชิดระหว่างผู้บริหารของโรงงานที่เป็นคู่ธุรกิจ  มีการศึกษาวิจัยความเป็นไปได้ของระบบการใช้กากอุตสาหกรรมเป็นวัตถุดิบ และพิจารณาประโยชน์โดยรวมของทุกฝ่ายด้วยความจริงใจต่อกัน รวมทั้งได้รับการสนับสนุนจากเทศบาลเมืองคาลันบอร์ก มีเป้าหมายร่วมกันคือ สิ่งแวดล้อมสีเขียว (green environment) และสังคมยั่งยืน/การผลิตยั่งยืน (sustainable society and production)

 

การพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของประเทศญี่ปุ่น

          ประเทศญี่ปุ่นถือได้ว่า เป็นแบบอย่างที่ดีของการพัฒนาอีโคทาวน์ (Eco-Town Model) โดยหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 ประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผ่านการส่งเสริมและการพัฒนาอุตสาหกรรมโดยมีภาครัฐและกลุ่มทุนเป็นแกนหลักในการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้ภาคอุตสาหกรรมซึ่งเป็นแกนนำทางเศรษฐกิจเติบโตและนำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่น วิถีชีวิตของคนญี่ปุ่นได้รับความสะดวกสบายมากขึ้น แต่การพัฒนาดังกล่าวนำมาซึ่งปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการผลิตทางอุตสาหกรรมที่ทำให้คุณภาพน้ำและอากาศเสื่อมโทรมลง เนื่องมาจากการปล่อยของเสีย ปัญหาขยะและมลพิษต่าง ๆ ปัญหาการกระจุกตัวของอุตสาหกรรมในบางพื้นที่  การใช้เชื้อเพลิง พลังงาน และน้ำจำนวนมากเพื่อการผลิตทางอุตสาหกรรม เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยและวิถีชีวิต นอกจากนี้ ผลจากข้อตกลงพลาซ่า แอคคอร์ด (Plaza Accord) ในปี 1985 ที่ทำให้เกิดการแข็งค่าของเงินเยนและส่งผลให้อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นต้องย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศอื่น โดยเฉพาะในแถบเอเซียและนำไปสู่ปัญหาการว่างงานรวมทั้งการตกต่ำทางเศรษฐกิจซึ่งเป็นผลมาจากการแตกตัวของเศรษฐกิจฟองสบู่ในทศวรรษ 1990s ปัญหาเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ญี่ปุ่นเริ่มหันกลับมาทบทวนถึงแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่ผ่านมา ประกอบกับปัญหาภาวะโลกร้อนที่นานาชาติให้ความสำคัญ และเริ่มเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาไปสู่กระแสทางเลือกที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนาที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม ธรรมชาติ และคำนึงถึงคนรุ่นหลัง นับว่า เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการเปลี่ยนแปลงกระแสแนวทางการพัฒนาของญี่ปุ่น 

          แนวทางการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนของญี่ปุ่นแนวทางหนึ่งคือ การส่งเสริมแนวคิดเมืองนิเวศ (Eco-Town) ซึ่งเป็นแนวทางที่เกิดขึ้นจากการเป็นแกนนำของรัฐบาลกลางญี่ปุ่นในปี 1997 โดยมอบหมายให้ 2 กระทรวงหลักเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดเมืองนิเวศหรืออีโคทาวน์ ในญี่ปุ่นโดยหน่วยงานของรัฐบาลกลางที่มีบทบาทดังกล่าวคือ กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (Ministry of Economic, Trade and Industry: METI) และกระทรวงสิ่งแวดล้อม (Ministry of Environment: MoE) เนื่องจากในช่วงเวลาดังกล่าวญี่ปุ่นประสบปัญหาการขาดแคลนที่ทิ้งขยะและความจำเป็นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น รวมทั้งแรงกดดันในการส่งเสริมให้เกิดการปล่อยของเสียเป็นศูนย์ (zero-emission) รัฐบาลจึงจัดตั้งอีโคทาวน์ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่ทิ้งขยะและช่วยเหลือบริษัทต่างๆ ในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยของเสียเป็นศูนย์ โดยการนำของเสียที่เกิดขึ้นกลับมารีไซเคิลเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบอีกครั้ง  รวมทั้งการควบคุมมลพิษต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมทางอุตสาหกรรม แนวคิดยังมีเป้าหมายเพื่อทำให้ปริมาณของเสียเข้าใกล้ศูนย์ ลดปัญหาก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการประหยัดพลังงาน และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมในสาขาต่าง ๆ และเริ่มมีการนำแนวทางการพัฒนาสังคมที่ยั่งยืนไปปรับใช้ในการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจากภาคอุตสาหกรรม เช่น การพัฒนาเมืองเชิงนิเวศของเมืองคิตะคิวชู (Kitakyushu Eco-Town) การพัฒนาเมืองต้นแบบด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Model City) ของเมืองมินามาตะ เป็นต้น

          เมืองคิตะคิวชู (Kitakyushu) เป็นเมืองที่อยู่ทางตอนเหนือของเกาะคิวชู มีพื้นที่ 485 ตารางกิโลเมตร เดิมเคยเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยเฉพาะการผลิตเหล็กที่ใหญ่ที่สุดในแถบเอเชียโดยนำเข้าวัตถุดิบมาจากประเทศจีน ในช่วงทศวรรษ 1950s-1970s หลังจากนั้นอุตสาหกรรมเหล็กของญี่ปุ่นเริ่มถดถอยทำให้ไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้โดยเฉพาะกับจีนและเกาหลี เนื่องมาจากผลของข้อตกลงพลาซ่า แอคคอร์ด (Plaza Accord) และการที่คู่แข่งเริ่มใช้เครื่องจักรอัตโนมัติในการผลิต ทำให้ญี่ปุ่นเริ่มสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขัน ประกอบกับการเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจโดยการส่งเสริมการผลิตภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะอุตสาหกรรมหนักอย่างอุตสาหกรรมเหล็กทำให้สภาพแวดล้อมของเมืองคิตะคิวชูเสื่อมโทรมลง ซึ่งเป็นผลจากมลภาวะทางน้ำและทางอากาศจากการปล่อยควันและน้ำเสียจากโรงงานผลิตเหล็ก ผลที่เกิดขึ้นดังกล่าวทำให้อ่าวโดไค (Dokai Bay) ได้ชื่อว่า เป็นทะเลแห่งความตาย (Sea of Death) เพราะสีน้ำทะเลเปลี่ยนไปเป็นสีเหล็กเนื่องจากน้ำเสียจากโรงงานเหล็กที่ถูกปล่อยลงทะเล ต้นกำเนิดปัญหาสิ่งแวดล้อมของคิตะคิวชู มาจากปัจจัยหลัก 3 ประการคือ การขายการผลิตเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจที่มากเกินไป การขาดการควบคุมด้านมลภาวะที่เพียงพอ และการไม่มีระบบการป้องกันที่เพียงพอ

          จุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองเชิงนิเวศ เริ่มจากการเซ็นสัญญาเพื่อควบคุมมลพิษในช่วงทศวรรษ 1960s-1970s เพื่อเปลี่ยนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมจากอุตสาหกรรมหนักมาสู่อุตสาหกรรมที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยมีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันมีการจัดการของเสียอย่างเหมาะสม การดำเนินการเพื่อควบคุมมลพิษทางน้ำดังกล่าวทำโดยการพัฒนาระบบบำบัดน้ำเสียและของเสีย การควบคุมปริมาณมลพิษ การเพิ่มความเข้มงวดด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อไม่ให้ก๊าซและน้ำเสียเกินมาตรฐาน หากโรงงานใดปล่อยของเสียเกินมาตรฐานจะถูกสั่งปิดโรงงาน การทำความสะอาดแม่น้ำและทะเลโดยการดูดตะกอนของเสียจากอ่าวโดไคในช่วงปี 1974-1976 เพื่อมาบำบัด รวมทั้งการฟื้นฟูสัตว์น้ำในพื้นที่ดังกล่าว นอกจากนี้ ยังมีการควบคุมมลพิษด้านอื่นๆ ด้วยคือ เสียง กลิ่น และการสั่นสะเทือน

          เมืองคิตะคิวชูสามารถจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี ภายใต้ปรัชญาพื้นฐานของเมืองคือ สร้างสรรค์กิจกรรมเพื่อความสำเร็จและความมั่งคั่งอย่างแท้จริงและสืบทอดโดยคนรุ่นต่อไป โดยการพัฒนาเมืองอย่างสร้างสรรค์ร่วมกัน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจโดยใช้หลักสำคัญว่า จะต้องพัฒนาภายใต้การดูแลสิ่งแวดล้อม และการสร้างความยั่งยืนของเมือง การพัฒนาโดยใช้กระบวนการผลิตที่สะอาด (cleaner production) ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (environmentally friendly products) ซึ่งมีลักษณะคือ การออกแบบเชิงนิเวศ (eco-design) วัสดุอีโค (eco-materials) และผลิตภัณฑ์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (eco-products) รวมทั้งการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี คิตะคิวชูจึงกลับมาเป็นเมืองน่าอยู่อีกครั้ง

          หลังจากการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมแล้ว เทศบาลนครคิตะคิวชูได้กำหนดนโยบายการขับเคลื่อนสู่เมืองนิเวศ โดยกำหนดคำนิยามว่า “เมืองนิเวศ” หมายถึง ชุมชนหรือเมืองที่มีการใช้ทรัพยากรหมุนเวียนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เกิดของเสียน้อยที่สุด หรือมีของเสียเป็นศูนย์ (zero zaste) โดยมีภาคอุตสาหกรรมการผลิตเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน โดยการใช้เทคโนโลยีสะอาดตามหลักการ 3Rs  ด้วยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งของไตรภาคีจากภาครัฐ เอกชน และประชาชน คิตะคิวชูจึงเป็นเมืองนิเวศที่มีการบริหารจัดการของเสียหรือวัสดุเหลือใช้อย่างครบวงจร ในรูปแบบของการประกอบธุรกิจ จนเกิดเป็นพื้นที่หรือสังคมของการหมุนเวียนทรัพยากร

          เมืองคิตะคิวชูเปลี่ยนนิยามของเมืองจาก “ทะเลมรณะ” เป็นเมืองแห่งความเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมนานาชาติ โดยมีพื้นที่สำหรับการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ และศึกษาดูงานด้านการจัดการปัญหามลพิษให้แก่หน่วยงาน/องค์กร ระดับนานาชาติหลากหลายรูปแบบ เช่น การจัดทำเขตพื้นที่ที่ไม่มีคาร์บอน (zero-carbon zone) โดยการกำหนดเขตพื้นที่  เช่น เขตพื้นที่สีเขียว เขตห้ามก่อสร้างที่อยู่อาศัย เขตเฝ้าระวังการใช้คาร์บอนในครัวเรือน เขตที่อยู่อาศัยที่มีการคำนึงถึงการใช้คาร์บอนในอนาคต การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ เป็นต้น   โดยการสนับสนุนให้มีการบริโภคพลังงานแต่น้อย และมีการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า มีการเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการลดการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โครงการสิ่งแวดล้อมศึกษาในโรงเรียน โดยการจัดหลักสูตรด้านสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการศึกษา การพัฒนาระบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น ฉนวนกันความร้อน การใช้วัสดุตกแต่งภายในด้วยไม้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม การปรับปรุง ระบบระบายอากาศ เป็นต้น